Pitch's profilePitchiePhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
November 27 ดองเค็มไหนๆก้อไหนๆบลอกเค็มได้ที่แล้วมาอัพบ้างดีกว่าเหอๆ
ช่วงนี้ก้อยุ่งๆมากมาย ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง
เคยสังเกตุมั้ยว่าเวลาว่าง แม่งจะว่างแบบ ว่างชิบหาย ทำไมกุไม่มีอะไรทำขนาดนี้
แต่พอมันยุ่ง มันก้อจะ ยุ่งชิบหาย ทำไมกุยุ่งขนาดนี้
ทำมัยมันไม่ยุ่งแบบ พอดีๆ
แต่ถ้าให้เลือก กุเลือกที่จะยุ่ง ดีกว่าว่ะ
จบ
เขียนอะไรไม่มีสาระเลย
เอ้า เอาอีกซักเรื่องก้อได้
วันก่อนขับรถไปบนถนน ตอนเยนๆ แถวๆพญาไทย
รถติดชิบหาย เป็นปกติ
สิ่งทีสังเกตุได้อย่างนึงคือ รถเมล์
ไม่ว่าจะเป็น รถน้ำเงิน รถแดง รถเขียวเล็ก รถส้ม แอร์ ไม่แอร์ รถรวม
แม่งไม่ค่อยจะวิ่งเลนซ้ายกันเลย
แล้วพอถึงป้าย มันก้อจะเข้าซ้าย เพื่อจอดป้าย ไม่ได้
มันก้อเลยจอดรับส่งคนแม่งกลางถนนซะงั้น
นี่เป็นสาเหตุหนึ่งของรถติดใน กทม.
ถนนตัวอย่างที่อยากจะยกเป็นกรณีศึกษาคือ ถนนรามคำแหง
เส้นนั้นก้อติด
แต่จะติดหนักเฉพาะเลนซ้ายครับ
เพราะอะไร.....!?!?!?!
เพราะว่า ตร. จราจร แถวนั้น เคี่ยวกับรถเมล์มาก นั่นเอง
มันจะแซงไปเลนอื่นไม่ได้ เข้าคิวกันอยู่อย่างนั้น
จะว่าดี มันก้อดี รถทั่วไปวิ่งเลนอื่นได้อย่างสะดวก
แต่ว่า คนบนรถเมล์ล่ะ........
ไม่รู้โว้ย จบดีกว่า June 20 GDPGDP=Y=C+I+G+(X-M)
(X-M) roughly= CA
Y=C+I+G+CA+T-T (the last 2Ts can be cancelled out)
(Y-T-C)-I+(T-G)= CA
finally
(S-I)+(T-G)=CA
ARKKKKKKKKKKKKKKKKKKKKKKKKKKKKKKK May 01 ตำรวจช่วงนี้เป็นอะไรไม่รู้ โดนตำรวจเรียกได้เรียกดี งานบอลก้อโดนเมาขับ สงกรานต์ก็โดนเรื่องรถกระบะ วันนี้แม่งก้อโดนฝ่าไฟแดง
ไอ้ห่า ก็คันหน้ามันไปนี่หว่า กูก็ไปมั่ง รถก็ว่างซะ แม่งมาจับกูคนเดียว ถามมันว่า มัยไม่จับคันหน้าด้วย มันบอกว่า ผมมีคนเดียวจะเอามือที่ไหนไปจับหลายคัน อ่าว ไอ้ชิบหาย พูดงี้ได้ไงวะ จะจดเลขหมวกมาอยู่แล้ว พี่ที่ขับตามมาด้วยกัน อีกคันนึงลงมาช่วยไว้ อ้ายห่า เลือกปฏิบัตินี่หว่า จับกูแต่ไม่จับคันหน้า
ถ้าเจออย่างนี้อีก กูจะฟ้องศาลปกครอง แสดดดดดด
อย่าลืมไปอ่านเรื่อง indo นะครับ พอดีอัพพร้อมกันสองเรื่อง
February 18 Just Another dayวันนี้โดดงาน ตั้งใจจะไปสมัคร MABE ที่จุฬา และไปรัฐสภาไปเอารายกงานการประชมตอนผ่านกฎหมายสองตัว เอามาทำงานน่ะ ดูตารางแล้วท่าจะวุ่นก็เลยบอกเจ้านายขอลาไปเลยดีก่า
รุ่งเช้า ความที่ไม่ต้องไปทำงานเลยตื่นแม่งสะ 9 โมง เอาว่ะเข้า m ไปดูซืว่ามีใครออนป่าว ก้อเจอคนที่ office ก้อจัดการเยาะเย้ยซะว่าวันน้เค้าหยุดนะ คริคริ ก็ได้รับคำด่าอาฆาตแค้นมามากมาย ตามฟอร์ม
เอาล่ะหาของ เตรียมเอกสาร หาปริญญาเจอละแต่ยังไม่ได้ซีรอกเลย ช่างแม่งไว้ไปจัดการเอาดาบหน้า
สิบโมงครึ่งฤกษ์ดี ควบอีขาวออกจากบ้าน วิ่งชิลๆไปเรื่อยๆ มีกดหนีชาวบ้านเล็กน้อยตามประสา ถึงจุฬา อืม ต้องแวะ สทป ก่อนนี้หว่า ไปเอา transcript จอดรถที่ไหนดีล่ะนี่ เออ ข้างๆตรงสำนังทรัพย์สินแม่งไม่กั้นนี่ว่า เส็ดกู คริคริ
ลงจากรถ ขว้ากระเป๋า เดินไปยัง สทป เดินขึ้นไปชั้นสอง ควักใบรับออกมา ไปยื่นช่องสอง เจ้าหน้าที่บอก "ขอดูบัครด้วยค่ะ" ไอ้เราก็เอามือล้วงไปเป๋าหลังของกางเกง เหย ไม่มีเป๋าตัง หรืออยู่ในเป๋าสะพายหว่า ค้นดู ชิบหาย ไม่มี เอาแล้วไง สงสัยลืมไว้ในรถแน่ เจ้าหน้าที่ก็คืนใบรับมา บอกเด๋วมาเอาละกัน
เดินกลับไปที่รถ ค้นหาทุกซอกมุม ชิบหาย อยู่บ้านแหงมๆ
กูต้องกลับบ้านไปเอาหรือนี่
ช่างแม่งไหนๆก็ลางานแล้ว ตอ้งเอาให้ได้เรื่อง คิดได้ดังนั้น ก็โทรหาเสด็จเตี่ย บอก "พ่อๆ อยู่บ้านป่ะนิ ดูบนโต๊ะหน่อยมีเป๋าตังพิชป่าว" "พ่ออยู่บ้านลุงว่ะ แต่ถ้าจะมาแล้วก็แวะมารับกลับด้วยนะ" เอาแร้วไงกรู เกิดกลับไปแล้วมันไมมีบนโต๊ะ แต่ตกอยู่ตามซอกในรถนี่โง่เลยนะ แต่ก็หาแล้วไม่มีนี่หว่า เอาวะกลับก็กลับ
ตัดสินใจตีทางด่วนมา ไปขึ้นตรงด่านหัวลำโพง ระหว่างทางเจอ Civic Type R แท้ๆ โอ งามหลาย สีเดียวกะอีขาวเลย คิคิ ซักวันจะเป็น Fit type R กะเค้าบ้าง คิคิ
ขึ้นทางด่วนมา มีช่องก้อมุดมาเรื่อยตามสันดาน พอแถวๆทางแยกไปบางนา รถเยอะ มุดไม่ได้ ก็วิ่งขวามาเรื่อยๆ ก้อมีวีโก้ป้ายแดง เอ ไม่เห็น scoop บนฝากระโปรง คงเป็นตัว 2.5 ไม่มีอินเตอร์ล่ะมั้ง มาตามๆอยู่ แรกๆก็ไม่ได้อะไร พอรถเริ่มโล่ง มันก็จะแซงซ้าย แต่เป็นจังหวะที่กรูกดตามคันหน้าพอดี มันแซงขึ้นไม่ได้ เลยลงซ้ายไปอีกเลน แล้วกลับมาตามหลังอีกทีนึง ทีนี้ล่ะเกาะใหญ่เลยนะเมิง ไอ้เราเห็นดังนั้นเลยลองกดหนีมันดูซิ โห แม่งกดตามมาติดๆ โห หนีแทบไม่ออกเลยวุ้ย ที่เค้าว่ากันว่าวีโก้มันแรงนี่ถ้าจะจริง แต่นี่มันแค่ 2.5 xtracab ไม่มีอินเตอเองนะ อ้ายกูก็เคยขับ 3.0 ใน fortuner ก็ว่ามันแรงดีแต่ก็ไม่น่าขนาดนี้นี่หว่า
เอาล่ะ ถึงทางลงแล้ว แต่วีโก้ก้อยังดูดตูดมาติดๆ และเลนซ้ายเป็นที่อยู่ของรถทัวร์และรถพ่วงตามลำดับ เห็นดังนั้นได้ครั้นจะไปเข้าหลังรถพ่วงก็ต้องเบรคกันสุดตรีน เด๋ววีโก้มันจะจิ้มตูดอีขาวเอา อาศัยว่าตัวเล็กเลยลอดช่องระหว่างรถใหญ่ทั้งสองลงทางด่วนไป ขณะลงก้อมองกระจกหลัง เอ อีโก้มันก็ลงตามกรูมานี่หว่าแต่คงไปเข้าหลังรถพ่วงเพราะรูมันเล็ก คงไม่อยากเสียง คิคิ
ลงทางด่วนมาเลาะมาทาง RCA อ่าวเอ๊ยอะไรทองๆวิ่งมาทางขวาวะ ออ วีโก้ป้ายแดงเจ้าเก่านั่นเอง อ่าวเฮ้ยแม่งขึ้นคอสะพานซะล้อลอยเลย กรูชะลอก่อนดีกว่าเด๋วปีกนกกระจุย คิคิ
และแล้วรถก็เริ่มติด อืม ไปอยู่ข้างหลังวีโก้ดีก่าเป็นฝ่ายดูดมันมั่ง มันก็ตามสไตล์อ่ะนะ พยายามมุดแต่ตัวใหญ่ๆก็มุดยากใช้ที่เยอะหน่อย เราก็เริ่มจากการมุดตามมันไปเรื่อยๆ พอจังหวะลงสะพานจากถนนหน้า RCA มาพระรามเก้า วีโก้มันคงเห็นท่าไม่ดี มันก็เลยตีขวาเข้าช่องใหญ่ อ่าว เสร็จกรูทีนี้ เลาะซ้ายมาเรื่อยมุดเข้าแถวๆข้างหน้า ต่ำช้าแต่ก็ชนะ 55555 หลังจากนั้นก็เห็นวีโก้พยายามมุดอยู่ในกระจกหลังแต่ขอโทษฮะผมมุดไปไกลแล้ว คิคิ
อ่าวมุดเพลินถึงแยก premier ละ เลี้ยวซ้ายจขะไปบ้านลุง ไปรับพ่อก่อน พอไปถึงซอย เอ กูก็ว่าใช่ซอยนี่นี้หว่า แล้วมัย บ้านลงกรูมันราบเป็นหน้ากลองอย่างนั้นล่ะวะ เอ ถ้าไม่ดีสงสัยผิดซอย เอ้าออกไปก่อน
วนอยู่ 3 รอบได้ ถึงจะรู้ว่า ไอ้ซอยที่เข้าไปตั้งแต่แรกนะถูกแล้ว บ้านที่โดนทุบเป็นหลังข้างๆบ้านลุง โง่จิงกู
รับพ่อ กลับมาบ้านวิ่งเข้ามาหาเป๋าตั้ง นั่นไงอยู่บนโต๊ะ แสดดด กูก็ว่าเอาติดมือไปแล้วนะ ไม่เป็นไรได้มาแล้วรีบไปดีก่า
ออกมาจากบ้านอีกรอบ กว่าจะถึงจุฬาก็ เที่ยง 45 เอาวะยังติดพักเที่ยงอยู่เลยไปนั่งรอแล้วกัน ก็ไปจอดรถตรงข้างหน้า สทป นั่นแหละจอดปิดไว้แมร่งเลย คิคิ ยามก็หันมาดูแต่ก็อาศัยช่วงชุลมุนหลบหนีไปได้ (ยังกะคนขับสิบล้อ เวลามันไปชนคนอื่น)
ขึ้นมานั่งรอ อืม คนมารอเพียบเลยแฮะ ทั้งน้องๆสาวๆในชุดนิสิต คิคิ น่าร้าก
นั่งไปนั่งมา เหงาโว้ย โทหาคนอื่นดีก่า โทหาโกะ มันก็กินข้าวอยู่ (แกเห็นอาหารดีกว่าชั้นอีกแล้วนะ) คุณนายปุ่น ก็ติดสายกับ...(ใครวะ กูจำไม่ได้) โทหาใครดีวะ เออ กิฟฟูฯแล้วกัน อ่า โทไปประชุมเส็ดพอดี กำลังหิวได้ที่ (คงกินควายได้ทั้งตัว 55) และมันก้อบ่นอย่างกินเจ๊แดง (ร้านส้มตำในสามย่าน อร่อยเหาะแต่ขึ้นชื่อเรื่องนานและคนเยอะ) ไอ้เราก็ปากไวชวนไป มันก็เริ่มลังเลเพราะต้องกลับไปประชุมต่อ ไปๆมาๆสุดท้ายมันก็ยอมมา 555 เอาวะไปรับมันหน่อยแล้วกัน
ไอ้เหี้ย เรื่องแม่งเยอะงี้วะ เด๋วมาเขียนต่อละกัน
February 03 วันนี้ วันซวยวันนี้ วันที่ 3 กพ 2549 ได้เกิดเรื่องราวต่างๆมากมายแก่คนรอบตัวกระผม หรือผู้ใกล้ชิดของเขาเหล่านั้น ดังต่อไปนี้
- แม่เพื่อนที่ป่วยมานาน ได้เสียชีวิตลง
- เพื่อนคนหนึ่ง ถูกบอกรัก โดยเจ้านาย (อันนี้ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าซวยดีเปล่า แต่ก็ทำให้คิดมากได้ในระดับสูงแล้วกัน)
- เพิ่อนอีกคน มีปัญหาหัวใจ ทำนอง รักสามเส้า โดนจับเคลียร์ซึ่งหน้า อืมๆ
- เพื่อนอีกคน ขับรถกลับจาก ต่างจังหวัด โดนรถพ่วงปาดหน้า เบรคไม่อยู่วิ่งเข้าไปชนยับ ดีว่าตัวมันไม่เป็นอะไร
- เพื่อนที่ทำงานของเพื่อน บ้านไฟใหม้
- ฯลฯ
วันนี้มันวันอะไรวะนี่ February 01 VTECVTEC หิหิ ชื่อนี้สาวกฮอนด้า ทุกท่านต้องคุ้นเคยกันดีกับเทคโนโลยีที่ทำให้เครื่องยนมีแรงงทั้งรอบต้นและรอบปลายกดกันมันส์ตีนมากๆ สมัยก่อนกระผมมะได้ใช้ฮอนด้า ใช้โตต้าก็มีความรังเกียจพวก VTEC เป็นอันมากเพราะแม่งแรงเหลือเกิน เห็นเป็นไม่ได้ต้องไปกดไล่มันแต่ก็แพ้ทุกทีไปเพราะ vvt แม่งสู้ไม่ได้นี่หว่า เหอๆ มาตอนนี้ใช้ฮอนด้าแล้วก็ไปเจอบทความเกี่ยวกะ วีเทค และวาล์วแปรผัน เขียนโดย คุณ วรพงษ์ สิงเขียวพงษ์ จึงอยากจะนำมาไว้ในบล๊อก เป็นความรู้ให้ทุกท่านได้อ่านกันนะฮะ
January 23 เมาไม่ขับอืมๆ อันนี้เป็นวิทยาทานนะครับเอามาบอกต่อเผื่อโดนกับตัวเองจะได้รู้ว่าเค้าทำกันยังไงและไม่โดนหลอก
ถ้าท่านเกิดไปฉลองกับเพื่อนอย่างเมามันส์และเมามาย จนได้ที่ แล้วขับรถออกมาเจอด่านตรวจ สิ่งแรกที่ควรทำคือ ให้จอดข้างทางก่อนถึงด่าน แล้วหลับ หรือว่ารอจนกว่าด่านจะปิด แต่ถ้าพลาดแล้ว ขับผ่านไป ตร. จะให้เป่าเครื่องวัด อัลกอฮอ ซึ่งตรงนี้เรามีสิทธิไม่เป่าได้นะ อันนี้เน้น แต่ถ้าพลาดเป่าไปแล้ว อันนี้โดนเต็มๆ ต้องหาทางให้พี่เค้า "ช่วยเหลือ" แต่ความผิดฐานเมาแล้วขับนี่เป็นนโยบายหลักดังนั้นตร มักจะเดินตามเกม ท่านจะโดนควบคุมตัวไปที่สน. ลงบันทึกเป็นผู้ต้องหา แล้วเข้าห้องควบคุมตัว ซึ่งมีลักษณะเป็นกรงขังในสน. (อันนี้ ตร. จะควบคุมตัวท่านไว้เกิน 24 ชม. ไม่ได้ จะต้องส่งฟ้องศาลก่อน แต่ถ้าติดเสาร์อาทิตย์จะซวยเพราะศาลไม่ทำงานดังนั้นจะโดนนอนยาวในห้องขังจนกว่าจะถึงวันจันทร์)
มาถึงตรงจุดนี้หากท่านมีญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูง ก็ขอให้เขามาช่วยเหลือได้ (คำแนะนำ ; ควรเอามือถือเข้าไปในห้องขังด้วยเพื่อความสะดวกในการติดต่อกับผู้อื่น) โดยการประกันตัวนั้นเท่าที่ศึกษามาจะไม่เท่ากันในแต่ละ สน. มีตั้งแต่ 1-3 หมื่นบาท หรือใช้ตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ (แต่ต้องใหญ่หน่อย สัก c6 กำลังหล่อ) หรือเอาทนายมาประกันได้ (ถ้าไม่มีหรือไม่รู้จักก็จ้างได้ คิดค่าจ้าง 3500 ล่ะมั้ง) โดยเมื่อประกันตัวออกไปแล้วจะต้องมารายงานตัวในวันรุ่งขึ้นที่สน. (หากติดเสาร์ หรืออาทิตย์ ก็จะเป็นวันจันทร์ถัดไป) และร้อยเวรเจ้าของสำนวนจะนัดเวลาที่ศาลอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อถึงศาลแล้ว ณ จุดนี้วิธีปฏิบัติของแต่ละที่จะไม่เหมือนกัน หลักๆแล้วซึ่งร้อยเวรเจ้าของสำนวนจะต้องไปพบอัยการเพื่อเอาสำนวนให้อัยการพิจารณา แล้วสั่งฟ้องอีกครั้งหนึ่ง เพราะ ตร. จะไม่มีอำนาจฟ้อง ต้องเป็นอัยการเท่านั้น หลังจากนั้นเค้าจะพาไปห้องพิจารณาคดี ซึ่งมักจะใช้เวลาไม่นานเพราะหลักฐานมันแน่นอยู๋แล้ว (เอามาจากเครื่องเป่า) ศาลจะอ่านคำพิพากษาให้ฟัง ซึ่งโทษของการเมาแล้วขับนั้น หากเป็นครั้งแรก จะถูกจำคุกสองเดือน ปรับ 4000 บาท โดยโทษจำคุกนั้นรอลงอาญา 2 ปี (เท่ากับว่า ไม่ต้องติดคุก แต่สองปีนี้ ห้ามทำความผิดในฐานเดียวกันนี้อีก ซึ่งในที่นี้ก็คือการ "เมาแล้วขับ") นอกจากนี้ จะโดนควบคุมความประพฤติอีก 1 ปี โดยต้องมารายงานตัวกันเจ้าหน้าที่คุมประพฤติเป็นจำนวน 4 ครั้ง และท้ายที่สุด จะต้องบำเพ็ญประโยชน์อีก 24 ชั่วโมง
พอฟังคำพิพากษาเส็ด เค้าจะพาไปที่สำนักงานคุมประพฤติ เพื่อทำเรื่องและนัดเวลามาพบกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้น จะต้องกลับไป ส.น. เพื่อจัดการเรื่องใบขับขี้ ยัง ท่านยังไม่ได้ใบขับขี่ของท่านกลับหรอกครับ ความผิดฐานเมาแล้วขับนั้น ตร. จะยึด ใบขับขี่ไว้ 15 วัน (คือจริงๆเค้าไม่ต้องการให้ขับรถ 15 วัน เป็นการทำโทษ นั่นแหละ)
ไว้มีไรจะมาเล่าต่อ January 12 โดดงานอืม วันนี้โดดงาน เปนไข้ตั้งแต่เมื่อวานละ ขับรถกลับบ้านปวดไปทั้งตัวเลย มาถึงวัดปรอทได้ 38 โอ้ว กินยานอนไปตั้งแต่ สองทุ่ม ตื่นมาอีกที แปดโมง โห นอนไป 12 ชั่วโมงเต็ม จะไปทำงานดีป่าววะ นายไม่อยู่ด้วย ไม่รู้จะไปทำไม เอาวะนอนเอาแรงต่อดีกว่า ว่าแล้วก็โทไปลางานดีก่า
มานอนคิดๆดู ปีใหม่นี่ ก็มีอะไรเปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เปลี่ยนหลังปีใหม่เป๊ะๆ แต่มันก็เป็นช่วงคาบเกี่ยว หลักๆเลยก็มีเปลี่ยนรถ รถคันเดิมที่ใช้อยู่ก็นับว่าเป็นคันที่สอง และยังรับมรดกรถเก่ามาจากที่บ้านอยู่ เป็นรถฟอร์ด ใช้มาตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ปี 3 ก็ประมาณสามปีได้มั้ง แต่มันซื้อมาตั้งแต่เราอยู่ม.4 และไปนอนอู่อีกเกือบปี รวมเป็นประมาณ 10 ปีได้55555
จะว่าไปรถคันนี้ก็มีความหลังเยอะเหมือนกัน ตั้งแต่ใช้ไปเรียน ไปเตรียมงานนิติสัมพันธ์ (งานรับน้องของคณะ) ไป survey งานต่างๆๆ ไปโน่นมานี่ จีบสาว ได้แฟนคนแรก ขับไปส่งเทอที่บ้าน ฯลฯ เป็นรถที่ประหลาดคันหนึ่ง นานๆจะได้เห็นบนท้องถนนสักคัน เรียกว่า ถ้าอาทิตย์นึงเห็นสักคันก็ดีใจแล้ว ว่าอย่างน้อยกูก็มีเพื่อน 55555555555
แต่แล้วมันก็โดนสาวสวยสุด x ขับ jazz มาชนซะงั้น ทำให้ต้องนอนอู่ไปถึง 8 เดือน พอออกมาได้ก็พบกับความจริงที่ว่า อะไหล่บางชิ้นเริ่มที่จะหยุดการผลิตซะแล้ว เอ ท่าไม่ดีวุ้ย เลยคุยกับที่บ้านว่าหาทางขายแล้วออกใหม่ดีกว่า ซึ่งก็ขอบอกว่าเป็นรถที่ขายยากมากกกกกกกกกกกกกกก จำไว้นะครับพี่น้อง รักจะเล่นรถแปลกๆเพราะคิดว่ามันเทห์ ขับแล้วไม่มีคนเหมือน ก็ขอให้คิดถึงตอนจะขายด้วย อันดับแรก มันจะไม่ค่อยมีคนซื้อคุณ เพราะเค้าไม่เล่นกัน จะต้องรอให้มีคนที่เล่นจริงๆ ซึ่งบอกไม่ได้ว่าจะเจอกันเมื่อไหร่ มาขอซื้อ ข้อสองคือ ถ้าจะตัดใจขายเต๊นท์ ทำใจเลยว่า ราคานั่นชั้นต่ำแน่นอน เหมือนกับว่า (คนซ์อ) มันได้เปล่าเลย ซึ่งผมเลือกอย่างหลัง เพราะคิดกันว่า เราได้ใช้งานมันมาคุ้มค่าแล้ว ฯลฯ ก็เป็นวิธีคิดแบบ positive ให้ปัญหามันผ่านไปได้
แล้วก็มองหารถใหม่ เอ เอาที่ประหยัดๆดีกว่า ก็หันมามอง jazz ซึ่งตอนแรกคิดว่ามันเป็นรถกระป๋องวิ่งไปๆมาๆ แต่ดูจากคันที่มาชนผมแล้ว อืม มีนก็แขงแรงใช้ได้ คนขับไม่เป็นอะไร แค่ฟกช้ำดำเขียว แต่รถไม่ต้องพูดถึงมันเละทั้งคัน อืม ก็เข้าท่าดี ที่สำคัญถูก เลยออก jazz vtec มาดีก่า
ที่เล่ามานี่ไม่ใช่ไร มันเหมือนว่า ได้เริ่มชีวิตใหม่ หลายคนอาจจะสงสัย ว่ากะอีแค่เปลี่ยนรถเนี่ยนะ แต่เชื่อสิ ถ้าคุณผูกพันกับรถมากๆ และมีความทรงจำบางอย่างอยู่ในมัน และคุณอยากจะลืม นี่ก็เหมือนกับเป็นการเริ่มใหม่ได้เหมือนกัน
อืม จะเล่าเรื่องโดดงานนี่หว่า หลุดไปไหนล่ะเนี่ย กลับๆมาๆ
คิดไปคิดมาก็นอนต่อ ตื่นมา 10 โมง อืม ไปซื้อหนังสือ GMAT มาหัดทำดีกว่า เพรราะอยากลองเรียน MABE ที่จุฬาดู ตอนเที่ยงก็เลยออกไปซื้อที่ศูนย์หนังสือจุฬา และก็แวะซื้อ whopper มากินด้วย ไม่ได้กินนานละ หร่อยเหมือนเดิม แต่อิ่มชิบหาย
กลับมาถึงบ้าน พยายามนอน แต่ก็นอนไม่ได้ เพราะคงนอนมามากเกิน 555555 แต่มันยังรู้สึกเพลียๆชอบกล จะทำไรไม่สะดวกเอาซะเลย จนถึงตอนนี้เนี่ย ก็ยังนอนไม่ได้
อืม ไปกินยานอนดีกว่า สวัสดี พี่น้อง December 26 ลูกเทวดาวันก่อนไปนั่งกินเบียร์กับไอ้เต๋อไอ้โล้น ขาไปไม่ได้เอารถไปเพราะอยากกินแบบสะดวกใจหน่อย เมาไม่ขับเด๋วหลับไม่ตื่นนะคับพี่น้อง ก็นั่งกินกันไป พอเบียหมดก็เก็บเงิน แล้วออกมาตอนประมาณ 5 ทุ่มครึ่ง ก็เดินไปอีกฝั่งเพื่อเรียก taxi ก็มีอยู่คันนึง โชว์ป้ายว่า วิ่งเข้ามาจอดเทียบ ไอ้เรากำลังจะเดินไปขึ้น ปรากฎว่ามีคนลงมาเต็มเลย ข้างหน้าสองคน ข้างหลังอีกเพียบ ตอนแรกนึกว่าหมดแล้ว แต่ดันมีก๊อกสอง โผล่มาอีกสองคน โห สุดตีน กว่าจะได้ขึ้น
พอนั่งไปได้สักพัก ถนนเริ่มรถติด ก็เริ่มสนทนากับคนขับ
คนขับ ; รถแม่งติด
ผม(กู) ; ช่าย ดึกแล้วยังติดอยู่เลยเนอะพี่
คนขับ ; เนี่ยน่าเอาลูกไฟมาละเลงให้หมด
ผม(กู) ; ??? (นึกในใจว่าลูกไฟเหี้ยไรวะ)
คนขับ ; รู้จักป่าว ปรมานูไง ล้างโลกไปเลย จัดระเบียบใหม่ ถ้ามันลงนะ ล้างโลกแน่ๆ ประเทศใหญ่เค้าเตรียมอาหาร เตรียมที่หลบภัยไว้แล้ว ส่วนประเทศเราละหายทั้งประเทศแน่ๆ
ผม(กู) ; ...................................
คนขับ ; คุณเชื่อมั้ย ถ้าสนามบินสุวรรณภูมิเปิดใช้งานปีหน้านี้ อีก 14 ปี รันเวย์มันจะหายไปอันนึง
ผม(กู) ; !?!?!?!?! ทำไมล่ะพี่ คนขับ ; ผมพูดไม่ได้ ผม(กู) ; !?!?! คนขับ ; แล้วอีก 14 ปีเหมือนกัน คลองตัน กับ @#$%!& จะหายไปเหมือนกัน โดนน้ำคลองท่วม ผม(กู) ; !?!?!?! ผม(กู) ; แล้วด้านการเมืองล่ะพี่ เปนไง (เอากะเค้าซะหน่อย) คนขับ ; ผมพูดไม่ได้ เค้าดักฟังได้ยิน เอาบันทึกมาเชคได้ (แล้วชี้มือไปที่ ว.) คนขับ ; อีกเรื่อง มีชีวิตอยู่ก็ทำตัวให้เป็นคนดีไว้นะ ไปเจอผู้หญิงจะทำอะไรต้องเชคให้ดีก่อนว่ามีผัวรึยัง ไอ้พวกยุ่งผัวเมียชาวบ้านนี้ มีแต่เรื่องเดือดร้อนแน่ๆ เห็นเปรตๆชัวร์ ฯลฯ ผม(กู) ; !?!?!?!?!?!?!?!?!?!?!?!?!
เอาล่ะไกล้ลงแล้ว บอกให้พี่แกจอด ตอนจอดก็มีคนรอโบกอยู่ ก็เลยเซว แหม พี่ คนต่อคนเลยนะ รายได้ดีแย่
พี่เค้าบอกกลับมาว่า แน่ล่ะผมลูกเทวดา !!!!!!
เอาแล้วไงล่ะกู จ่ายตังแล้วไปดีก่า
December 23 บางแสนไม่ได้อัพมาพักนึงละ วันนี้ได้ฤกษ์เอาสะหน่อย
เมื่อวานพึ่งกลับจาก workshop ของ office ซึ่งไปจัดกันที่โรงแรม The Tide บางแสน ซึ่งกว่าจะรู้ว่าต้องไปก็ต้นสัปดาห์ ตายห่าไปวันพุธ เอาไปก็ไปวะ (ยังไงมึงก็ต้องไปอยู่แล้วล่ะแสด) สำนักงานบอกว่าจัดรถตู้ไว้ให้ ออกวันพูธตอน 7.30 โอ้วพระจ้าวจอร์จเช้าไปป่าววะแสดดด แต่ตอนหลังเจ้านายบอกว่าขับรถไปเองดีกว่า แล้วให้พี่อีกคนขับรถตามไปเป็นทั้งหมด 2 คัน ซึ่งถ้าแกพูดแบบนี้ก็หมายความว่า จะเกิดการท่องราตรีหลังประชุมเสร็จอย่างแน่นอน เอาวะไปไหนไปกันกูบ่ยั่นอยู่แล้ว อิอิ (ของฟรีนี่หว่า 55555)
ขาไป ก็ไซโคให้พี่โต พี่ที่เอารถไปออกไปทางmotorway จะได้ไปรับกูที่หน้าบ้านได้ 55555 ส่วนอาจารย์(เจ้านาย) ออกทีหลังแล้วตีทางด่วนยาวไปเลย
ถึงโรงแรมก็ประชุมๆๆๆๆๆๆตั้งแต่ก่อน 10 โมงยัน 5 โมงเย็นเลย มีเบรคนิดหน่อยกับข้าวเที่ยง เหอๆ ตอนนั่งประชุมก็ทำให้รู้ได้ว่า คนบางคนเรียนมาสูงจบมาสูงกไม่ไดแปลว่ามันจะฉลาด บางทีก็จะโชว์อะไรโง่ๆมาด้วยความภูมิใจอย่างสูงสุด อ่านะคนเรา ทำไปได้ แต่ที่เจ๋งคือเรื่องที่แก็งเรา (จริงๆเป็นพี่น้ำ) เตรียมไป ได้รับ feedback ที่ดีมากนับเป็น highlight ของ workshop ครั้งนี้เลย สุดยอดดดๆๆคับพี่น้ำ อิอิ
ประชุมเส็ด ก็ไปกินข้าวเยน แล้วนั่งอยู่ที่ร้านกันถึงประมาณ 3 ทุ่ม ก็ได้ฤกษ์ไปพัทยา โดยมีท่านดิเรกไปด้วย กล่าวถึงท่านดิเรกนี่ ท่านก็เป็นผู้เชียวชาญของสำนักงาน จริงๆท่านลงเป็น candidate เป็น board ด้วย แต่ไม่ได้เพราะอายุเยอะแล้ว ตอนนี้ก็ประมาณ 70 ได้ล่ะมั้ง ในอดีตท่านก็เป็นถึงผู้ว่าองค์การโทรศัพท์ฯ เป็นประธานของสหภาพโทรคมระหว่างประเทศ (ITU) ซึ่งเป็นองค์กรหนึ่งของ UN และเป็นรัฐมนตรีช่วยมาแล้ว โออ ที่มาสนิทกับพวกเราได้เพราะนั่งห้องติดกันนั่นเอง 5555 ขับรถไปกินไอติมที่ pan pan ทำไม่มันมีแต่ฝรั่งมากินวะ เหอๆ แต่ไอติมหร่อยดี หลังจากอิมแล้ว ก็ไปโยนโบลิ่งต่อโอ มือไม่ดีเลยวุ้ย ไม่ค่อยรุ่งเลย พี่โตบอกไม่เคยโยนๆๆดันได้เกิน 100 อยู่คนเดียวซะงั้น ส่วนน้องอี้ คนชวนมาโยน มันดันได้ที่โหล่ 555555555 ไม่น่าชวนเลยหนูเอ๋ย อิอิอิ
วันรุ่งขึ้น ก็ประชุมๆๆๆๆๆอีกตามเคย โดยเป็นการ wrap up เรื่องของวันก่อน โดยทีมงานของสำนักงาน แต่ดูแล้วเหมือนกับเป็นการฆาตกรรมไอ้คนที่นำเสนอเมื่อวานมากกว่า (มันคนละกลุ่ม) เพราะวันนี้เค้าทำมาได้ดีกว่าเยอะ แม้ยังมีจุดบอดอยู่บ้าง แต่เมื่อเค้าทำมาได้ขนาดนี้ ที่ประชุมก็ให้เค้าไปทำต่อ ส่วนไอ้คนที่มา present เมื่อวันก่อนก็เท่ากับว่า โดนเสียบเข้าข้างหลังแล้วแย่งบอลไปทำประตูซะงั้น 5555
วันที่สองนี่เลิกเร็วหน่อย เพราะเด๋วจะขับรถกลับลำบาก ในแก๊งนำทีมโดยอาจารย์ ออกจากโรงแรมก็มุ่งไปหนองมน ก็ไปซัดฮ่อยจ๊อมา 300 ฝากแม่ซะหน่อย (จิงๆแม่ก็ทอดให้กูกินนั่นแหละ 55555) หลังจากนั้นก็เลยไปอ่าวอุดม ไปร้านชื่อริมอ่าว ประมาณนี้ ปลาหมึกอร่อยมาก ตัวใหย่และสดดี สั่งอาหารมามาก พอเริ่มอิ่มก็เกิดกระบวนการไต่สวน ว่าจานนี้ใครสั่งมาวะ ประมาณว่า คนสั่งต้องรับผิดชอบ ซึ่งการนีอาจารย์ซึ่งอยู่ในฐานะเจ้านายของทุกคนก็ไม่มีการละเว้น โดนเหมือนกัน อิอิ เงาหัวหายกันเปนแถบๆ 555555
พอกินเส็ด อาจารย์บอก เฮ้ยคุณขับรถให้ผมหน่อยดิวะ อิ่มแล้วง่วง ดึกแล้วด้วยมองทางไม่เห็น ไอ้เราก็ระริกระรี้ เพราะรถที่ได้ขับเป็น BMW 730Li 5555 ได้ขับของแพงก็คราวนี้ละวะ ขับไกลด้วยยัน กทม เลย รับกุญแจมา เปิดเข้านั่งที่คนขับ โอ ปุ่มมากมาย เอากุญแจซึ่งเป็นกอ้นพลาสติกยัดเข้าไปในรู กดปุ่มสตาร์ทเครื่อง 1 ที ไฟติดละ กดอีกที อ่าวทำไมดับวะ ออ ไม่ได้เหยียบเบรคตอนสตาร์ทนั่นเอง 55555 กดปุ๋มเครื่องติด บรืนนนน อ่าวเกียอยู่ไหนวะ อออยู่บนคอพวงมาลัย น่าตาอย่างกับไฟเลี้ยว 555 ดึงเข้าหาตัว แล้วกดขึ้นเพื่อเข้าเกียถอย อ่าว ทำไมรถมันไม่ไปวะ ออ ไม่ได้ปลดเบรคมือ แล้วมันอยู่ไหนล่ะ เวร อ้อ เจอละ อยู่ข้างพวงมาลัยเหมือนปุ่มๆนึง
เริ่มออกรถ โห คันใหญ่ชิบหายต้องขับกลางถนนเลย แต่พวงมาลัยเบาดี ความเร็วต่ำก็ไปนุ่มๆสมกับเป็นรถคนรวย พอเข้า motorway ก็ลองกดๆดู โห ขึ้นไวใช้ได้ พอใช้งานแต่ไม่ได้แรงมากอย่างที่คิดไว้ อาจจะเป็นเพราะเป็น 730 ด้วยล่ะมั้ง ถ้าเป็นพวก 745 หรือ 750 ตัวใหม่ คงแรงโคดๆ อิอิ
รถพวกนี้นี่ เวลาเร่งแรงๆแล้วจะขึ้นแบบผู้ดีมากๆ มีกระชากเล็กๆช่วงแรกแล้วก็ขึ้นแบบดึงนิ่มๆเลย เจ๋งดีๆ วิ่ง 180 สบายๆไม่เครียดเท่าไหร่ (ถ้าไม่เกรงใจนายคงขอขึ้น 200 ไปแล้ว อิอิ) และข้อดีอีกย่างก็คือ รถคันหน้ามักจะหลบให้ ลองขับรถโดต้ามาสิ ความเร็วระดับนี้ไปจี้ตูดคนอื่น มันอาจจะกวนตีน หรือเร่งหนี แต่พอเป็น BMW 7 series มีแต่คนหลบให้ 555
พอเข้ากทม อ่าวอีกคันทำไมถึงก่อนวะ ไอ้เราก็ขับตั้งเร็ว แต่ว่าคันเรามีแวะจุดพักรถ เข้าห้องน้ำกับซื้อหนมกินนิดหน่อย แต่ว่าก็กด 160-180 ตลอดทางนี่หว่า อีกคันเค้าอ้างว่า กดแค่ 140 เป็นอย่างมากเอง อันนี้ก็เป็นข้อพิสูจน์อีกอย่างว่า ขับเร็วขับช้ามันก็ถึงพอๆกันแหละคับพี่น้อง ดังนั้นขับระวังๆไว้ดีกว่า จบ
December 05 ประสบการณ์ big bike ครั้งแรก กับ Honda CBR400วันนี้ (วันอาทิตย์ วันพ่อที่หยุดยาวหน่ะ) หลังจากพึ่งได้รถออกมาจากอู่ก็เลยต้องลอง test drive กันสักหน่อย เริ่มด้วยการทำตัวเป็นพี่ที่ดีพาน้องไปดู chicken little หนังมันก็ฮาดีนะแต่กูว่าเนื้อเรื่องมันรั่วไปหน่อย ไม่แน่นเลย ตัวการ์ตูนแต่ละตัวน่ารักดี มีคาแรกเตอร์ของสัตว์ต่างๆครบดี
หลังจากนั้นพาน้องมาส่ง แล้วไปรับไอ้นิ้ง เพื่อนที่อยู่เชียงใหม่ มันลงมากทม. เพื่อดู motor expo โดยเฉพาะ (หรือเพราะเป็นวันหยุดยาวหว่ามันเลยถือโอกาสกลับบ้านสักหน่อย) ท้าวความถึงไอ้นิ้ง ไอ้นี่ก้อเป็นเพื่อนที่เล่นรถุด้วยกันมาตั้งแต่สมัย AE92 4AG20v ของกระผม ดังแต่ท่อ ล้อไม่หมุนถ้าไม่เร่งให้มากกว่า4พันรอบ 55555 ส่วนไอ้นิ้งนี่มันก็เล่นเต่าเรื่อยมา จนไปหลงสเน่ห์ big bike มันเลยถอย cbr 400 มาไว้ในครอบครองหนึ่งคันไว้เป็นเพื่อนกับเต่าคู่ชีพของมัน
ในงาน motor expo ไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่ เน้นไปที่รถใหม่กับ campaign มากกว่า สงสัยเป็นปลายปีด้วยล่ะมั้งรถเปิดตัวใหม่ไม่กี่รุ่น เดินสักพักไปดูโซนเครื่องเสียง แต่ละคันก็เจ๋งๆทั้งนั้น เห็นแล้วอยากทำเครื่องเสียงบ้าง โอย อยากทำไปหมดเลยกู
เดินออกมานอก hall มีโชวเครื่องเสียงอีก ทีนี่มี dancer แต่งตัว x ๆ มาเต้นโชว์ด้วย เท่าที่ดูมีสวยอยู่ 3 คนนอกนั้นธรรมดาออกไปทางทุเรศ ที่แย่ที่สุดก็คือมียัยอ้วนคนหนึ่งมายักย้ายยั้วยกับเค้าด้วย เห็นแล้ววปลงสังขารจริงๆ
หลังจากนั้นก็มุ่งหน้าไปย่านลาดพร้าว นัดพวกไอ้เต๋อ ไอ้โล้น ไว้ที่ร้านชื่อ country place ซึ่งไอ้เต๋อมันการันตีว่า ขาหมูทอดใช้ได้ เบียร์อร่อย และถูกด้วย แต่ดนตรีมันออกแนวเพื่อชีวิตไปหน่อย เอาวะไม่ลองไม่รู้ ก็เลยไปกัน ปรากฎว่าอาหารก็ดี เบียร์ก็ใช้ได้ เพลงก็ไม่ได้เพื่อชีวิตมากนักพอฟังได้ ร้านสวยดี ราคาก็ไม่แพงด้วย สรุปค่อนข้างพอใจ
หลังจากแยกย้าย ก็ไปส่งไอ้นิ้งที่บ้าน ขากลับเจอรถชนกัน สามคู่ด้วยกัน มีทั้งแรงและไม่แรง ทำให้เพิ่มระดับความระมัดระวังมากขึ้น ไม่อยากให้รถมันพังอีกรอบหน่ะเพราะคราวนี้คงต้องทิ้งมันไปเลย
พอถึงบ้านไอ้นิ้ง ความอยากลองของแรงก็บังเกิด เลยเอ่ยปากชวนว่ากูอยากลองนั่งรถมึงจังเลย ว่องไวดั่งกามนิตย์หนุ่ม ไอ้นิ้งจัดการเอาผ้าคลุมรถออก เผยให้เห็นรูปร่างอันสมส่วนสวยงามของเจ้า cbr 400 สีแดงของมันช่างน่าสัมผัสยิ่งนัก อย่ากระนั้นเลย เราไปลองกันเลยดีกว่า
เสียบกุญแจ สตาร์ทเครื่อง เสียงท่อแต่งของเจ้า cbr มันช่างดุดัน พริ้วเป็นระลอกๆ เชิญชวนให้บิดคันเร่งจริงๆ ไอ้นิ้งเอารถออกจากบ้าน กูขึ้นซ้อน แล้วมันก็พาออกไปยังถนนสุขา1 หน้าบ้านของมัน
พอถึงปากซอย มันก็บอกว่า "กูจะเอาแล้วนะ" ด้วยความกลัวตกรถ กูต้องเอามือไปจับไว้ที่ถังน้ำมันทันที (ปล. รถแรงๆแบบนี้เค้าจะไม่ทำที่จับไว้ที่ท้ายรถเหมือนพวกมอไซวินนะครับ เพราะว่าจับข้างหลังยังไงก็ไม่มีทางอยู่ ต้องเอามือคร่อมตัวคนขี่ไปจับไว้ที่ถังน้ำมัน) ทันใดนั้นไอ้นิ้งก็ take ตัวออกไป รอบเกียร์หนึ่งกวาดอย่างเร็วมากๆยัน 11000 รอบต่อนาที รถพุ่งขึ้นไปด้วยความแรงมากๆๆ ชนิดที่มือที่จับถังน้ำมันจะลื่นหลุดออกมาเลยทีเดียว สองเกียร่ผ่านไป ถึงที่ u turn พอดี ไอ้นิ้งเบรกอย่างแรง ดิสก์เบรคคู่หน้าจับอย่างนุ่มนวลแต่หนึบมาก รถหยุดอย่างรวดเร็ว
พอเทคตัวออกจากที่ uturn กูรีบจับถังน้ำมันไว้ให้แน่นๆ เพราะรู้ว่าไอ้นิ้งมันเอาอีกรอบแน่ๆ แล้วก็เป็นจริงดังคาด มัน take ตัวออกไปด้วยความแรงกว่าเดิม เกีย 1-2-3-4 ผ่านไป กูรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวมันผ่านไปเร็วมากๆ มือที่เกาถังน้ำมันไว้มันเกาะแน่นขึ้นเรื่อยๆ ลมปะทะหน้าอย่างแรง โอย ไม่ไหวๆ ความเร็วขึ้นไปกว่า 170 กม/ชม บนถนนที่มีรถเมล์จอดป้ายอยู่ จึงบอกมันว่าพอก่อน
หลังจากมาถึงบ้านมันแล้วก็มานั่งคุยกันอีกสักพัก มันบอกว่าถ้ากูไม่บอกให้พอก่อนมันจะพากูขึ้นถึง 200 ให้ดู โอย แค่นี้กูก็มือสั่นแล้ว ขับรถถึงสองร้อยกูก็เคยนะแต่มันไม่เห็นน่ากลัวถึงขนาดนี้เลยวะ แต่ก็มันส์มากๆๆๆๆ จุดประกาย big bike ในใจกูเลย ถ้ามีโอกาสก็อยากหามาเป็นเจ้าของไว้ขี่เล่นเพลินมั่งง่ะ อิอิ
November 28 เมื่อรักจืดจางอันนี้เอามาจากที่เดิมครับ pdamobiz.com สัญญาณบอกเหตุ เมื่อรักจืดจาง รักของคุณจืดจางลงหรือยัง November 25 เรื่องดีๆ (ขอกูมีสาระสักวันเฮอะ)อันนี้ตบมาจากเวบ pdamobiz.com นะครับ เรื่องดีๆลองอ่านดู
Steve Jobs “จงหิวโหย จงโง่เขลา” Positioning Magazine ตุลาคม 2548 สุนทรพจน์ที่สร้างความประทับใจไปทั่วโลกของ Steve Jobs ผู้ก่อตั้ง Apple และผู้สร้าง Macintoch โอวาทที่ Steve Jobs ผู้สร้าง Macintosh แสดงในวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัย Stanford เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ไม่เพียงสร้างความประทับใจให้แก่บัณฑิตจบใหม่ในวันนั้น แต่ยังรวมไปถึงโลกคอมพิวเตอร์ที่ Silicon Valley และยังคงได้รับการชื่นชมและกล่าวขวัญ ไปทั่วโลกจนถึงวันนี้ สุนทรพจน์วันนั้น Jobs เพียงแต่เล่าถึงบทเรียนในชีวิตของเขา 3 บท แต่เป็น 3 บทที่ทำให้เขา ซึ่งแม้แต่แม่ที่แท้จริงก็ไม่ต้องการ กลายเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลก บทเรียนบทแรกของ Jobs ซึ่งเขาเรียกมันว่า “การลากเส้นต่อจุด” เริ่มต้นด้วยการเล่าว่า ตัวเขาเองไม่เคยเรียนจบมหาวิทยาลัย เพราะได้ลาออกหลังจากเรียนในมหาวิทยาลัย Reed College ไปได้เพียง6 เดือน ส่วนเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยนั้น Jobs กล่าวว่า มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เขายังไม่เกิด แม่ที่แท้จริงของเขา ซึ่งเป็นนักศึกษาสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน ไม่ต้องการเลี้ยงดูเขา และตัดสินใจยกเขา ให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่นตั้งแต่เขายังไม่ลืมตาดูโลก แต่เธอมีเงื่อนไขว่า พ่อแม่บุญธรรมของลูกของเธอ จะต้องเรียนจบมหาวิทยาลัย Jobs เกือบจะได้เป็นลูกบุญธรรมของนักกฎหมายที่จบมหาวิทยาลัยและมีฐานะ ถ้าเพียงแต่พวกเขาจะไม่เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายว่า พวกเขาไม่ต้องการเด็กผู้ชาย กว่า Jobs จะได้พ่อแม่บุญธรรม ซึ่งต่อมาเป็นผู้เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ ก็อีกหลายเดือนหลังจากเขาเกิด เนื่องจากแม่ที่แท้จริงของเขาเกิดจับได้ว่า ว่าที่พ่อแม่บุญธรรมของ Jobs ได้ปิดบังระดับการศึกษาที่แท้จริง ซึ่งไม่ได้จบมหาวิทยาลัย และพ่อบุญธรรมของ Jobs ไม่ได้เรียนมัธยมด้วยซ้ำ แต่ต่อมาเธอก็ได้ยอมเซ็น ยก Jobs ให้แก่พ่อแม่บุญธรรม เมื่อพวกเขารับปากว่าจะส่งเสียให้ Jobs ได้เรียนมหาวิทยาลัย 17 ปีต่อมา Jobs ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยสมตามความต้องการของแม่ที่แท้จริง ผู้ไม่เคยเลี้ยงดูเขา แต่กลับต้องการกำหนดชะตาชีวิตของลูกที่ตนไม่เคยเลี้ยงดู เพียง 6 เดือนในมหาวิทยาลัย Jobs ใช้เงินเก็บ ที่พ่อแม่บุญธรรมซึ่งเป็นเพียงชนชั้นแรงงานได้สะสมมาตลอดชีวิต หมดไปกับค่าเล่าเรียนที่แสนแพง Jobs ตัดสินใจลาออก เพราะเขามองไม่เห็นคุณค่าของการเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่สามารถช่วยให้เขาคิดได้ว่า เขาต้องการจะทำอะไรในชีวิต แม้ว่าตอนนี้เมื่อมองกลับไปเขาจะรู้สึกว่า การตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุด ครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา เพราะการลาออกทำให้เขาไม่ต้องฝืนเข้าเรียนในวิชาปกติที่บังคับเรียนซึ่งเขา ไม่เคยชอบหรือสนใจ แต่สามารถเข้าเรียนในวิชาที่เขาเห็นว่าน่าสนใจได้ แต่เขาก็ยอมรับว่า นั่นเป็นชีวิตที่ยากลำบาก เมื่อเขาไม่ได้เป็นนักศึกษาจึงไม่มีห้องพักในหอพัก และ ต้องนอนกับพื้นในห้องของเพื่อน ต้องเก็บขวดโค้กที่ทิ้งแล้วไปแลกเงินมัดจำขวดเพียงขวดละ 5 เซ็นต์ เพื่อนำเงินนั้นไปซื้ออาหาร และต้องเดินไกล 7 ไมล์ทุกคืนวันอาทิตย์ เพื่อไปกินอาหารดีๆ สัปดาห์ละ หนึ่งมื้อที่วัด Hare Krishna อย่างไรก็ตาม เขาชอบที่หลังจากลาออก เขาสามารถที่จะไปเข้าเรียนวิชาใดก็ได้ที่สนใจ และวิชาทั้งหลายที่ เขาได้เรียนในช่วงนั้น ซึ่งเขาใช้เวลาทั้งหมด 18 เดือน โดยเลือกเรียนตามแต่ความสนใจและสัญชาตญาณ ของเขาจะพาไป ได้กลายมาเป็นความรู้ที่หาค่ามิได้ให้แก่ชีวิตของเขาในเวลาต่อมา และหนึ่งในนั้นคือ วิชา ศิลปะการประดิษฐ์และออกแบบตัวอักษร (calligraphy) Jobs ยอมรับว่า ในตอนนั้นเขาเองก็ยังมองไม่ออกเช่นกันว่า จะนำความรู้ที่ได้จากวิชานี้ไปใช้ประโยชน์ อะไรได้ในอนาคตของเขา แต่ 10 ปีหลังจากนั้น เมื่อเขากับเพื่อนช่วยกันออกแบบเครื่องคอมพิวเตอร์ Macintosh เครื่องแรก วิชานี้ได้กลับมาเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างไม่เคยนึกฝันมาก่อน และทำให้ Mac กลายเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรก ที่มีการออกแบบตัวอักษรและการจัดช่องไฟที่สวยงาม ถ้าหากเขาไม่ลาออกจากมหาวิทยาลัย เขาก็คงจะไม่เคยเข้าไปนั่งเรียนวิชานี้ และ Mac ก็คงไม่อาจจะมี ตัวอักษรแบบต่างๆ ที่หลากหลาย หรือ font ที่มีการเรียงพิมพ์ที่ได้สัดส่วนสวยงาม รวมทั้งเครื่องพีซี ซึ่งใช้ Windows ที่ลอกแบบไปจาก Mac อีกต่อหนึ่งก็เช่นกัน คงจะไม่มีตัวอักษรสวยๆ ใช้อย่างที่มีอยู่ในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม Jobs บอกว่า ในเวลาที่เขาตัดสินใจลาออกนั้น เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสามารถ “ลากเส้นต่อจุด” หรือหยั่งรู้อนาคตได้ว่า วิชาออกแบบและประดิษฐ์ตัวอักษร (คอลิกราฟฟี่) จะกลายเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ ในการออกแบบ Mac เขาเพียงสามารถจะลากเส้นต่อจุดระหว่างวิชาลิปิศิลป์กับการคิดค้นเครื่อง Mac ได้อย่างชัดเจน ก็ต่อเมื่อมองย้อนกลับไปข้างหลังเท่านั้น ในเมื่อไม่มีใครที่จะลากเส้นต่อจุดไปในอนาคตได้ ดังนั้นคำแนะนำของ Jobs ก็คือ คุณจะต้อง “ไว้ใจและ เชื่อมั่น” ว่า จุดทั้งหลายที่คุณได้ผ่านมาในชีวิตคุณ มันจะหาทางลากเส้นต่อเข้าด้วยกันเองในอนาคต ซึ่งจะ เป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา โชคชะตา ชีวิต หรือกฎแห่งกรรม ขอเพียงแต่คุณต้องมีศรัทธาในสิ่งนั้น อย่างแน่วแน่ บทเรียนชีวิตบทที่สองที่ Jobs เล่าต่อไปคือ ความรักและการสูญเสีย Jobs อายุเพียง 20 ปี เมื่อเขาเริ่มก่อตั้ง Apple กับเพื่อนที่โรงรถของพ่อ เพียง 10 ปีให้หลัง Apple เติบโตจากคนเพียง 2 คนกลายเป็นบริษัทใหญ่โต ที่มีมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์และพนักงานมากกว่า 4,000 คน แต่หลังจากที่เขาเพิ่งเปิดตัว Macintosh ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดของเขา ได้เพียงปีเดียว Jobs ก็ถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งเองกับมือ เมื่ออายุเพียงแค่ 30 ปี หลังจากเขาทะเลาะถึงขั้นแตกหัก กับนักบริหารมืออาชีพ ที่เขาเองเป็นผู้ว่าจ้างให้มาบริหาร Apple และกรรมการบริษัทกลับเข้าข้างผู้บริหารคนนั้น ข่าวการถูกไล่ออกของเขาเป็นข่าวที่ใหญ่มาก และเช่นเดียวกัน มันเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตของเขา Jobs กล่าวว่า เขาได้สูญเสียสิ่งที่เขาได้ทำมาตลอดชีวิตไปในพริบตา และเขารู้สึกเหมือนตัวเองพังทลาย เขาไม่รู้ จะทำอะไรอยู่หลายเดือน และถึงกับคิดจะหนีออกจากวงการคอมพิวเตอร์ไปชั่วชีวิต แต่ความรู้สึกอย่างหนึ่งกลับค่อยๆ สว่างขึ้นข้างในตัวเขา และเขาก็พบว่า เขายังคงรักในสิ่งที่เขาทำมาแล้ว ความล้มเหลว ที่ Apple มิอาจเปลี่ยนแปลงความรักที่เขามีต่อสิ่งที่ได้ทำมาแล้วแม้เพียงน้อยนิด เขาจึงตัดสินใจที่จะเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งต่อมาเขาพบว่า การถูกอัปเปหิจาก Apple กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของเขา เพราะความหนักอึ้ง ของการประสบความสำเร็จได้ถูกแทนที่ด้วยความเบาสบายของการเป็นมือใหม่อีกครั้ง และช่วยปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระ จนสามารถเข้าสู่ช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดในชีวิตของเขา ช่วง 5 ปีหลังจากนั้น Jobs ได้เริ่มตั้งบริษัทใหม่ชื่อ NeXT และ Pixar และพบรักกับ Laurence ซึ่งต่อมาเป็นภรรยาของเขา Pixar ได้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนจากคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องแรกของโลกนั่นคือ Toy Story และขณะนี้เป็นสตูดิโอผลิตการ์ตูน ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก ส่วน Apple กลับมาซื้อ NeXT ซึ่งทำให้ Jobs ได้กลับคืนสู่ Apple อีกครั้ง และเทคโนโลยีที่เขาได้คิดค้นขึ้นที่ NeXT ได้กลายมาเป็นหัวใจของยุคฟื้นฟูของ Apple Jobs กล่าวว่า ความล้มเหลวเป็นยาขมแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนไข้ เมื่อชีวิตเล่นตลกกับคุณ จงอย่าสูญเสียความเชื่อมั่น ในสิ่งที่คุณรัก Jobs เชื่อว่า สิ่งเดียวที่ทำให้เขาลุกขึ้นได้ในครั้งนั้น คือเขารักในสิ่งที่เขาทำ ดังนั้นคุณจะต้องหาสิ่งที่คุณรักให้เจอ เพราะวิธีเดียวที่จะทำให้คุณเกิดความพึงพอใจอย่างแท้จริง คือการได้ทำในสิ่งที่คุณเชื่อว่ามันยอดเยี่ยม และวิธีเดียวที่คุณจะ ทำให้คุณสามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้ก็คือ คุณจะต้องรักในสิ่งที่คุณทำ และถ้าหากคุณยังหามันไม่พบ อย่าหยุดหาจนกว่าจะพบ และคุณจะรู้ได้เองเมื่อคุณได้ค้นพบสิ่งที่คุณรักแล้ว ส่วนบทเรียนชีวิตบทสุดท้ายในโอวาทของเขาคือ ความตาย เมื่ออายุ 17 ปี Jobs ประทับใจในข้อความหนึ่งที่เขาได้อ่านมา ซึ่งเสนอแนวคิดให้คนมีชีวิตอยู่โดยคิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต และตลอด 33 ปีที่ผ่านมา Jobs จะถามตัวเองในกระจกทุกเช้า ว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิตของเขา เขาจะยังคงต้องการทำสิ่งที่เขากำลังจะทำในวันนี้หรือไม่ ถ้าหากคำตอบเป็น “ไม่” ติดๆ กัน หลายวัน เขาก็รู้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องเปลี่ยนแปลง Jobs กล่าวว่า วิธีคิดว่าคนเราอาจจะตายวันตายพรุ่ง เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดเท่าที่เขาเคยรู้จักมา ซึ่งได้ช่วยให้เขาสามารถ ตัดสินใจครั้งใหญ่ๆ ในชีวิตได้ เพราะเมื่อความตายมาอยู่ตรงหน้า แทบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังของคนอื่น ชื่อเสียงเกียรติยศ ความกลัวที่จะต้องอับอายขายหน้าหรือล้มเหลว จะหมดความหมายไปสิ้น เหลือไว้ก็แต่เพียงสิ่งที่มีคุณค่า ความหมายและความสำคัญที่แท้จริงเท่านั้น วิธีคิดเช่นนี้ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะช่วยให้คุณไม่ตกลงไปในกับดักความคิดที่ว่า คุณมีอะไรที่จะต้องสูญเสีย เพราะความจริงแล้ว เราทุกคนล้วนมีแต่ตัวเปล่าๆ ด้วยกันทั้งนั้น เมื่อปีที่แล้ว เขาได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนชนิดที่รักษาไม่ได้ และจะตายภายในเวลาไม่เกิน 3-6 เดือน แพทย์ถึงกับบอกให้เขากลับไปสั่งเสียครอบครัวซึ่งเท่ากับเตรียมตัวตาย แต่แล้วในเย็นวันเดียวกัน เมื่อแพทย์ได้ใช้กล้องสอดเข้าไปตัดชิ้นเนื้อที่ตับอ่อนของเขาออกมาตรวจอย่างละเอียด ก็กลับพบว่า มะเร็งตับอ่อนที่เขาเป็นนั้นแม้จะเป็นชนิดที่พบได้ยากก็จริง แต่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัด และเขาก็ได้รับการผ่าตัดและหายดีแล้ว นั่นเป็นการเข้าใกล้ความตายมากที่สุดเท่าที่ Jobs เคยเผชิญมา และทำให้ขณะนี้เขายิ่งสามารถพูดได้เต็มปาก เสียยิ่งกว่า เมื่อตอนที่เขาเพียงแต่ใช้ความตายมาเตือนตัวเองเป็นมรณานุสติว่า ไม่มีใครที่อยากตาย แม้แต่คนที่อยากขึ้นสวรรค์ก็ยัง ไม่อยากตายก่อนเพื่อจะไปสวรรค์ แต่ก็ไม่มีใครหลีกหนีความตายพ้น และเขาคิดว่า มันก็ควรจะเป็นเช่นนั้น Jobs เห็นว่า ความตายคือประดิษฐกรรมที่ดีที่สุดของ “ชีวิต” ความตายคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ความตายกวาดล้างสิ่งเก่าๆ ให้หมดไป เพื่อเปิดทางให้แก่สิ่งใหม่ๆ ดังนั้น Jobs บอกว่า เวลาของคุณจึงมีจำกัด และอย่ายอมเสียเวลามีชีวิตอยู่ในชีวิตของคนอื่น จงอย่ามีชีวิตอยู่ด้วยผลจาก ความคิดของคนอื่น และอย่ายอมให้เสียงของคนอื่นๆ มากลบเสียงที่อยู่ภายในตัวของคุณ และที่สำคัญที่สุดคือ คุณจะต้องมี ความกล้าที่จะก้าวไปตามที่หัวใจคุณปรารถนาและสัญชาตญาณของคุณจะพาไป เพราะหัวใจและสัญชาตญาณของคุณรู้ดีว่า คุณต้องการจะเป็นอะไร Jobs ปิดท้ายสุนทรพจน์ของเขา ด้วยการหยิบยกวลีที่อยู่ใต้ภาพบนปกหลังของวารสารฉบับสุดท้ายของวารสารเล่มหนึ่ง ที่เลิกผลิตไปตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งเขาเปรียบวารสารดังกล่าวเป็น Google บนแผ่นกระดาษ และเป็นประดุจคัมภีร์ ของคนรุ่นเขา วารสารดังกล่าวมีชื่อว่า The Whole Earth Catalog จัดทำโดย Stewart Brand ส่วนวลีนั้นคือ “จงหิวโหย จงโง่เขลาอยู่เสมอ” ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาหวังจะเป็นเช่นนั้นเสมอมา Fortune ฉบับเดือนกันยายน 2548 แปลและเรียบเรียงโดย เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์ November 14 รู้จักเวสป้าป่าวววว
November 03 กูสับสน ไม่ต้องอ่านก็ได้ไร้สาระ กูแค่อยากระบายแม่ง สับสนว่ะ เอาไงกะชีวิตดีวะ
อยู่ๆก็เหมือนกับ มันว่างๆไปซะเฉยๆ ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำอะไร อยากทำอะไรต่อ
อยากเรียน แต่ก็ไม่รูว่าจะเรียนอะไร
ฯลฯ อีกมากมาย งงมากๆตอนนี้
ห่าจิก
พอก่อน ไว้นึกไรออกกูจะมาบ่นใหม่ October 09 Judge Jules live @ Flix RCA on Oct. 6, 2005วันก่อนไปเที่ยวกะเพื่อน มันเอาใบปลิวมาให้ เป็น DJ มาจาก UK จะมาแสดงสดในไทยวันที่ 6 ตอนแรกก็กะจะไม่ไปเพราะมันเป็นวันธรรมดาเด๋วไม่สามารถไปทำงานได้ แต่นึกขึ้นได้ว่า วันรุ่งขึ้นนั้นต้องไปพัทยาอยู่แล้ว ต้องลาอยู่แล้วก็เลยตกลงใจว่าไปชัวร์ครับ
พอถึงวันงาน กว่าจะออกจาก Office ได้ก็ปาเข้าไป 8pm ชิบหายแล้ว party start @ 9pm จะทันมั้ยวะนี่ ต้องกลับบ้านเอาของไปเก็บ+เปลี่ยนชุดอีก
และแล้วความชิบหายก็เกิดขึ้น
ก่อนถึงบ้านแป๊บนึงฝนห่าเบ้อเร่อก็เทลงมา ชิบหายแล้วเอาไงดีวะกู เอารถไปดีกว่า
ระหว่างทางฝนไม่มีทีท่าว่าจะซาลงเลย จะมีแต่หนักขึ้น ไอ้ที่ปัดน้ำฝนเวรก็เสือกหลุดออกมาซะงั้น ดีว่าหลุดฝั่งคนนั่ง และไม่ได้กระเด็นไปโดนรถคันอื่น
ว่าจะฝ่าไปถึง RCA ได้ก็ สามทุ่มกว่า เอาวะยัง lateไม่มากหาทางขึ้นไปที่ร้านดีกว่า
ความชิบหายมาเยื่อนอีกครั้ง ฝนที่เทลงมาทำให้บันไดทางขึ้นจากลานจอดรถกลายสภาพเป็นฝายน้ำล้น น้ำไหลลงมาตามบันไดอย่างกับน้ำตก ห่าจิก
เอาวะในที่สุดก็ขึ้นมาได้ด้วยความช่วยเหลือของพี่ยามที่แนะทางสว่างให้
เดินเข้าไปในร้าน มี pretty ยืนต้อนรับอยู่เพียบ โอ้ว ตื่นตาตื่นใจจริงๆ
แต่ว่า .. ทำไมมันไม่มีคนเลยวะ
ก็ในบัตรเขียนว่า 9pm นี่หว่า
เวร ไอ้ Jules มันยังไม่ขึ้นเล่น
ช่วงแรกจะเป็น intro โดย DJ ไทยก่อน เค้าก็ mix ใช้ได้ นั่งฟัง จิบเหล้า เอาเพลินๆได้เลย
เอาวะเพลินพอแล้วไปสั่งอะไรมาดื่มดีกว่า (จริงแล้วในใจนึกด่าว่าบัตรแพงขนาดนี้แม่งไม่แถมสักดริงก์เลย)
เดินไปที่เคาเตอร์ สัก heineken เล็กสองขวด สนนราคาเป็นเงิน 440 บาท โอ้วม่ายยยย แพงชิบหาย คืนนี้เอาแค่ดริงก์เดียวก็พอละ
สังเกตุดูรอบตัว มีแต่พวก ไฮโซ ถ้าไม่เป็นคนที่มีอายุหน่อย ก็เป็นวัยรุ่นมีตังค์ชนิดทีว่า แม่งไม่เปิดเหล้า แต่เอาไวน์มาเปิดแทน ..... เห็นแล้วก็แอบเซ็ง
นั่งไปสักพัก พนักงานมันก็มาขอโต๊ะคืน เพราะว่าจะเอาไปให้พวกที่จองไว้ เออสิพวกกูแค่แดก hei ขวดเล็กคนละขวด กระจอกสัดๆอยู่แล้ว เอาก็เอาไป
เวลาเริ่มล่วงเลย ดีเจก็เปลี่ยนคน แต่ก็ยังไม่ใช้ไอ้ Jules อยู่ดี คนก็เริ่มเยอะขึ้น ตานี้กลายเป็นฝรั่งแทน แม่งอย่างกับอยู่เมืองนอก เยอะชิบหาย ส่วนคนไทยที่เพิ่มขึ้นมาก็คือ เป็นสาวที่มากับฝรั่งซะงั้น
อีกอย่างคือ เด็กๆไม่ค่อยมีเลย มีแต่ แก่ๆ ทั้งนั้น วัยรุ่นเซ็งโคด
เอาล่ะเที่ยงคืนแล้วไอ้ Jules ขึ้นสะที mix แรกโดนใจสมกับการรอคอยมานาน อีกอย่างที่จะชมคืองานนี้ organised ดีชใช้ได้ มีการจัด Dancer มาเต้นที่ฝั่งตรงข้ามเวที แถมชั้นลอยก็มีอีก มาคอยเลื้อยๆอยู่นับว่าสร้างอารมณ์ร่วมได้ดีมาก
mix ต่อๆมายังคงความรุนแรงอยู่อย่างต่อเนื่อง และบีทเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ อ่านี่มัน hard house ป่าวววะ กูก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่เริ่มไม่โดนละ
กว่างานจะเลิกก็ตี 2 ดังนั้นศิริเวลาเหมาะสม ไปแดกโกบู้ส์ ด่วน อิอิอิ
September 27 รถกู T_Tรถกู โดนชน เมื่อ 27 มีนา 48
วันนี้ 27 กันยา 48 แม่งยังซ่อมไม่เสร็จเลย
แต่ว่าก็มีความคืบหน้าไปพอควรละ
วันนี้ ขณะนั่งขี้อยู่ที่ส้วมใน office จู่ๆอู่ก็โทรมา บอกว่า "รถเนี่ย จะเสร็จแล้วพี่ แต่ว่าสายไฟมันกรอบ เสื่อมสภาพหมดแล้ว ซึ่งคงเคลมไม่ได้ ผมเองก็ไม่รู้จะไปหาจากไหน รบกวนพี่หาอะไหล่มาให้หน่อยแล้วกัน"
ด้วยอารามดีใจ ว่ารถกูเหลือแต่เดินสายไฟก็เสร็จแล้ว จึงรีบล้างตูดและนุ่งกางเกงอย่างไว ออกมาโทรศัพท์ไปที่ศูนย์ฟอร์ดทันที
"โหลๆสอบถามราคาอะไหล่ครับ สายไฟครบชุดของรถ mondeo ปี 97 "
"เคๆครับพี่เด๋วเชคแล้วจะโทไปบอกคับ ฯลฯ"
ผ่านไป 1 ชม ก็มีเบอร์แปลกๆโทรมา เอาละวะมันโทรมาบอกราคาอะไหล่ละ เตรียมจดดีกว่า "พี่ครับ สายไฟมี 4 ชุดนะครับ สายไฟหม้อน้ำ 2,xxx บาท สายไฟหัวเทียน 2,xxx บาท สายไฟเดินเข้ากล่อง ECU 14,xxx บาท !!! สายไฟเดินเข้ากล่องฟิวส์ 29,xxx บาท !?!?!?!?!?!?!?!?!?!?!?!?!?!?!?!?!?!?!?!?!?!?!?! เบ็ดเสร็จ ทั้งชุด ประมาณ 50,000 บาท shhhhhhhhhiiiiiiiiiiiiiiiiittttttttttttttttttttttttt
รถห่าอะไรราคาสายไฟ 5 หมื่น ไม่ใช่เฟอร์รารี่นะโว้ย ราคาขายตอนนี้ก็ได้แค่สองแสน ค่าซ่อมแม่งฟาดไป 1/4 แล้วเหี้ยจริงๆ กูจะลอกเอาสายไฟในห้องกูมาเสียบแทนไปก่อนได้ป่าววะเนี่ย แม่งงง
จบ ด้วยความเซ็ง September 20 หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ผ่านไป รู้สึกดีขึ้นพอตัว ส่วนหนึ่งเพราะออกไปกะเพื่อนๆเกือบทุกวัน
ทำให้รู้สึกว่า ตอนที่มีแฟน กูเอาคนพวกนี้ไปไว้ไหนหมดวะ
ยังมีคนอีกเยอะในชีวิต อย่าไปจมกับคนๆเดียว
เหอๆ
เออวันก่อนไปเลี้ยงส่งเพื่อน ที่ 70's bar
บรรยากาศ บึ๋ยมาก
คือว่า ร้านเปิดเพลงเก่ามากๆ ประมาณ ติ๊นา พี่เจ มาดอนน่าชุดเก่าๆ ฯลฯ
และที่สำคัญ
ทั้งร้านเต็มไปด้วยเกย์!!!
เหี้ย เต็มไปหมด
คือ ออกตัวก่อนว่า กูไม่ได้รังเกียจนะ เค้าก็คนเหมือนกัน ไม่ผิดที่เค้าเป็นแบบนี้
แต่กูแค่รู้สึก อยู่ผิดที่ผิดทางน่ะ
เคยไหม ที่ไปเที่ยวแล้ว นั่งนิ่ง กินแต่เหล้า ห้องน้ำก็ไม่ไปเข้า
เป็นความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง
เป็นประสบการณ์ครั้งแรก และคงจะเป็นครั้งเดียว
บึ๋ย September 12 เมื่อความโสดมาเยื่อนอีกครั้งวันที่ 12 sep 05 ตีสอง40
นอนไม่หลับ ลุกขึ้นมาเขียนบล๊อก
เมื่อวาน เย็น แฟนที่คบกันมา สองปีครึ่ง บอกเลิก
คือ ก็รู้สึกว่ามันชืดๆไปอ่ะนะ แต่เราก็พยายามจะทำให้มันดีขึ้น
พยายามหาเวลาไปเจอ พยายามให้เหมือนเมื่อก่อน
แต่เธอบอกว่า รักที่มีให้ มันหมดไปแล้ว
ไม่รู้สึกคิดถึง หรืออยากเจอ
ที่โทรคุย ก็เป็นเหมือนอัตโนมัติ ว่าต้องคุยกันทุกวัน
ก็ไม่รู้ทำไงดีอ่ะ ตอนนี้กระวนกระวาย นอนไม่หลับ พรุ่งนี้ก็ต้องไปทำงาน จะไปได้ป่าววะเนี่ย
ไม่ชอบเลยความรู้สึกแบบนี้
ก็ยังรักอ่ะนะ แต่ให้ทำไงได้อ่ะ สุดท้ายก็ต้องทำให้ลืมให้ได้
update: เมื่อวานกลับบ้านไป เดินเข้าห้อง ก็เจอรูปที่เราถ่ายด้วยกัน มองไปที่มือตัวเอง ก็เจอแหวนที่เค้าซื้อให้ ถอด เก็บทุกอย่างลงลิ้นชัก ขึ้นห้องนอน เจอรูปวาดล้อเลียน เป็นรูปคู่เรากับเค้า ถอด เก็บให้หมด แย่มากๆ
เล่าให้แม่ฟัง แม่ก็ตกใจ แล้วก็ปลอบสารพัด ก่อนหน้านี้ก็โทรบอกแม่แล้ว แม่ก็ตกใจไปแล้ว และก็ถามว่าจะให้ไปรับกลับมั้ย กูนีแทบจะร้องให้ออกมาดังๆเลย คือ ซื้งในแม่อะ สุดท้ายแล้วคนที่รักพวกมึงจริงๆอย่างไม่มีเงื่อนไขก็คือพ่อแม่ และครอบครัวแหละ |
|||||||||||||
|
|